ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ปัญหายอดฮิต เมื่ออากาศแห้ง

ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ปัญหายอดฮิต เมื่ออากาศแห้ง

‘ผิวแห้ง แพ้ง่าย’ ปัญหายอดฮิตเมื่ออากาศแห้ง

      เมื่อเราต้องเผชิญกับอากาศแห้ง ผิวของเราจะเสียความชุ่มชื้นมากกว่าปกติ  แล้วยิ่งถ้าเป็นคนที่ผิวบอบบาง ผิวแพ้ง่าย หรือมีปัญหาผิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็อาจจะมีอาการแพ้ หรือเกิดระคายเคืองมากขึ้นไปอีก แล้วอากาศแห้งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนฤดูหนาวเท่านั้นนะ บางทีการทำงานในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ก็อาจทำให้เราเจอกับอากาศแห้งได้เช่นกัน

 

อาการแพ้ของผิวแพ้ง่าย

อาการแพ้หรือระคายเคือง เป็นหนึ่งในอาการของโรคผิวหนังอักเสบ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ตามสาเหตุของการเกิดโรค ดังนี้

  1. โรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากสาเหตุภายนอกร่างกาย อย่างเช่น สารเคมีต่าง ๆ หรือสารที่ก่อให้อาการแพ้ แบ่งเป็น 2 ประเภท

ย่อย ๆ ดังนี้

  • สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังจากคุณสมบัติของตัวสารนั้นเอง ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด-ด่างไม่เหมาะสม ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอ ผิวเสีย
  • สารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ทำให้เกิดการอักเสบในผิวหนัง ในกรณีนี้คือการแพ้แบบเฉพาะบุคคลคนเท่านั้น เช่น การแพ้เครื่องประดับบางชนิดหรือเสื้อผ้าประเภท ที่คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการแพ้
  1. โรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากสาเหตุภายในร่างกาย อย่างเช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผื่นอักเสบบริเวณผิวมัน ส่วนใหญ่สาเหตุประเภทนี้จะเกิดจากปัจจัยที่หลากหลาย ทั้งพันธุกรรม และการเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางร่างกาย จิตใจ อาการป่วย ความเครียด ซึ่งหากถูกกระตุ้นซ้ำด้วยสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองอีกก็จะมีอาการที่รุนแรงเพิ่มขึ้นไปด้วย

 

‘อากาศแห้ง’ ทำให้ผิวอ่อนแอเป็นพิเศษ

          เมื่ออากาศแห้ง ความชื้นในอากาศจะน้อยลง ทำให้ผิวหนังของคนเราต้องสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คนส่วนใหญ่จะต้องเจอกับปัญหาผิว อย่างเช่น ผิวลอก ผิวแห้ง หยาบ เป็นขุย บางทีอาจเกิดอาการคัน แล้วก็เกา ทำให้ผิวอักเสบ เกิดเป็นปัญหาแบบวนลูปไม่รู้จบ

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อผิวหนังในช่วงอากาศแห้ง

  1. ผู้สูงอายุ มีการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางร่างกายในเรื่องของผิวหนังหลายประการ เช่น ปริมาณไขมันในชั้นผิวหนังลดลง ต่อมเหงื่อทำงานน้อยลง ทำให้เกิดภาวะผิวแห้งได้ง่ายขึ้น
  2. บุคคลที่มีภาวะผิวหนังผิดปกติอยู่แล้ว จะเป็นหนักมากขึ้น และอาจจะมีผื่นในช่วงอากาศแห้ง
  3. บุคคลที่มีโรคประจำตัว หรือรับประทานยาบางประเภทที่มีผลข้างเคียงทำให้ผิวแห้งมากกว่าคนปกติ  เช่น ยารักษาโรคตับโรคไต ยาลดไขมัน หรือยาขับปัสสาวะ เป็นต้น
  4. ปัจจัยเสริมบางประการ อย่างเช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ชำระล้างร่างกายที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างสูงเกินไป การอาบน้ำอุ่น การขัดผิว หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไป 

 

7 วิธีแก้ไขดูแลผิวแห้ง

1.ดื่มน้ำให้เพียงพอกับร่างกาย

      น้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกาย คิดเป็น ร้อยละ 60-70 ของน้ำหนักตัว เมื่อผิวขาดน้ำ จะทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้รู้สึกผิวแห้งตึง สังเกตได้จากตอนที่เราล้างหน้าหลังจากตตื่นนอน หลังจากเช็คหน้าแล้วจะรู้สึกว่าหน้าแห้งตึง นั่นเป็นเพราะว่าร่างกายสูญเสียน้ำไปในตอนที่เราหลับ ดังนั้นคนที่มีผิวแห้งควรดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วก่อนนอน และดื่มน้ำหลังตื่นนอนอย่างน้อย 1 แก้วเช่นกัน และดื่มในระหว่างวันอีก ให้ได้ปริมาณ 8 - 10 แก้วต่อวัน หรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวัน

 

2.หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น

      น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิสูงจะไปทำลายน้ำมันที่เคลือบบนชั้นผิวของเรา ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมนี้เมื่อต้องเผชิญกับสภาวะผิวแห้งหรือขาดน้ำ

3.ทาครีมบำรุง

      หลังจากอาบน้ำ ควรรีบบำรุงผิวด้วยครีมหรือโลชั่น เพราะผิวจะดูดซึมได้ดีที่สุดในช่วงนั้น ควรเลือกครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ เพราะจะช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น และช่วยกักเก็บน้ำในผิว อีกช่วงเวลาที่เหมาะกับการบำรุงผิวคือช่วงก่อนนอน เพราะเวลาเรานอนหลับผิวเราก็สูญเสียน้ำเช่นกัน

4.เน้นบำรุง มือ เท้า ข้อศอก

      หลาย ๆ คนพอเข้าช่วงอากาศหนาวผิวก็จะลอกเป็นบางจุด ซึ่งผิวส่วนที่แห้งมากที่สุดในร่างกาย คือ มือ เท้า ข้อศอก จึงต้องบำรุงเป็นพิเศษด้วยครีมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแบบเข้มข้น

5.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์อาจที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

ในหน้าหนาวผิวจะบอบบางเป็นพิเศษ ทำให้ผิวแพ้และเกิดการระคายเคืองได้ง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงบางผลิตภัณฑ์ที่จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือน้ำหอม ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างสูงเกินไป หลีกเลี่ยงการขัดผิวหรือใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว เพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย

6.ปกป้องผิวจากสภาวะที่จะทำให้ผิวแห้ง

      เมื่อต้องออกไปเจออากาศหนาว ควรใส่เสื้อคลุมเพื่อไม่ให้ผิวสัมผัสกับอากาศมากเกินไป รวมถึงทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากแสงอาทิตย์ และแนะนำให้เอาแก้วใส่น้ำมาวางไว้ใกล้ ๆ ตัวเวลาทำงานหรือตอนนอนหลับ เพื่อเพิ่มความชื้นให้อากาศบริเวณนั้น จะทำให้ผิวของเราเสียความชุ่มชื้นน้อยลง

7. บำรุงจากภายในด้วยอาหารที่มีประโยชน์

      ควรรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำ เช่น ผลไม้อย่างแตงโม แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้ม เพื่อช่วยบำรุงผิวจากภายใน หรือผักอย่างแตงกวา มะเขือเทศ และควรเสริมด้วยอาหารเสริมที่จะช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น เพิ่มประสิทธิภาพให้ผิวอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

 

Now Foods แนะนำตัวช่วยที่ทำให้ผิวแข็งแรง อุ้มน้ำ และกักเก็บความชุ่มชื้น

          “กรดไฮยาลูโรนิค” หรือ “Hyaluronic Acid” ที่เรียกสั้นๆ ว่า “HA” เป็นโมเลกุลของน้ำตาลชนิดหนึ่ง ที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย มักพบในโครงสร้างผิวหนังและเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย เช่น ชั้นผิวหนัง และกระดูกอ่อน กรด HA มีประโยชน์มากสำหรับร่างกายมนุษย์ แต่ถ้าในด้านผิวพรรณ HA จะมีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ เพราะมีความสามารถในการดึงดูดน้ำในชั้นผิวหนัง ช่วยให้เกิดความเรียบ ผิวนุ่ม ลื่น และยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

“CeramosideTM ” หรือ Ceramides เป็นสารสกัดจากข้าวสาลี ที่ช่วยคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิวอย่างล้ำลึก พร้อมปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำ คืนความยืดหยุ่น กระชับรูขุมขน และผิวสัมผัสได้อย่างชัดเจน เสริมชั้นผิวให้แข็งแรงมากขึ้น ช่วยให้เซลล์ผิวเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ

 

ความรู้