
นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผอ.สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า เมื่อมีอาการนอนไม่หลับ การรับประทานยานอนหลับ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง แม้ยานอนหลับจะทำให้ง่วงและหลับ แต่ขณะเดียวกันจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของสมองส่วนอื่น ๆ เช่น มีสติลดลง เปลี่ยนแปลงอารมณ์ เคลื่อนไหวผิดปกติ เมื่อตื่นหลังได้รับยา/สาร เช่น ง่วงนอน ความผิดปกติด้านความจำ (memory impairment) ความผิดปกติของการทดสอบการทำงาน (performance impairment)
1. มีอาการง่วงซึม จึงไม่ควรจะขับขี่รถยนต์ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร
2. มีอาการลืมเหตุการณ์หลังจากใช้ยาในระยะเวลาสั้นๆช่วงหนึ่ง เช่น หลังทานยานอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาจำไม่ได้ว่าหลังกินยาแล้วมีพฤติกรรมอย่างไร
3. มีอาการดื้อยาคือต้องใช้ ขนาดเพิ่มขึ้นจึงจะนอนหลับได้
4. หากใช้ยาขนาดสูงและเป็นเวลานานๆ อาจมีการติดยาได้จึงควรหยุดยาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าต้องการยาเพิ่มขึ้นจึงจะหลับ
5. สตรีมีครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรกไม่ควรกินยานอนหลับเพราะจะมีผลต่อทารกในครรภ์ได้
6. สตรีที่ให้นมบุตรควรงดการให้นมบุตรในช่วงที่กินยานอนหลับ ควรงดการดื่มสุรา ไม่ว่าจะเป็นช่วงยาวหรือเป็นพักๆ
เกิดจากการที่ร่างกายได้รับยานอนหลับในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ และทานต่อเนื่องติดกันมาเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายไม่มีผลแม้ได้รับยาไปในปริมาณมาก
หากโรคนอนไม่หลับของคุณยังไม่ถึงขั้นเรื้อรัง แล้วถ้าคุณหยุดยาทันที การนอนหลับของคุณจะแย่ลงชั่วคราว ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการค่อยๆลดขนาดยาลงอย่างช้าๆ ร่วมกับการปรับพฤติกรรมก่อนนอน การศึกษาพบว่าหลังจากค่อยๆหยุดใช้ยานอนหลับ การนอนหลับอาจจะไม่แย่ลงไปกว่าคนที่ใช้ยานอนหลับ ปรึกษาแพทย์ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อแก้ปัญหานอนไม่หลับ ด้วยการออกกำลังกาย ทำสมาธิ ปรับเปลี่ยนวิธีคิด มองโลกในแง่บวก เข้านอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการนอนระยะสั้นๆ ในเวลากลางวัน ไม่ควรดื่มชา กาแฟ หรือรับประทานอาหารก่อนนอน
ทางที่ดี ก่อนที่เราจะเริ่มใช้ยานอนหลับ เราควรศึกษาหาทางออกในการนอนไม่หลับซะก่อน ซึ่งมีหลากหลายวิธี >>> อาการนอนไม่หลับเรื้อรัง รักษาได้.. ไม่ยาก