NAD ย่อมาจาก Nicotinamide Adenine Dinucleotide ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในทุกๆ เซลล์ของสิ่งมีชีวิตนักวิทยาศาสตร์นั้นรู้จัก NAD มาตั้งแต่ปี 1906 แต่ต้องรอจนกระทั่งปี 1940 กว่าที่บรรดาแพทย์จะเริ่มเข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของ NAD ในร่างกายมนุษย์และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ก็มีการใช้ NAD ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
NAD ยังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการซ่อมแซมดีเอ็นเอ (DNA repair) ช่วยส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลล์เดิมที่เสื่อมสลายไป ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการชะลอความเสื่อมของทุกระบบในร่างกาย (Anti Aging) NAD จึงมีบทบาทอย่างมากในทุกๆ เซลล์ของมนุษย์และสัตว์ รวมถึงจุลินทรีย์และพืชด้วย ไม่มีสิงมีชีวิตใดที่จะดำรงอยู่ได้หากปราศจาก NAD
หากร่างกายของเรา มีระดับ NAD ที่ต่ำเกินไป จะเชื่อมโยงไปถึงปัญหาสุขภาพต่างๆ เช่นอาการอ่อนเพลีย ร่างกายทรุดโทรม ซึ่งร่างกายของเราจะสร้าง NAD ได้มากเมื่อยังเยาว์วัยและวัยเจริญเติบโต โดยจะลดลงเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีอายุ 50 ปี จะมีระดับ NAD ลดลง 50% จากตอนที่อายุ 20 ปี และเมื่ออายุได้ 70 ปี NAD จะเหลือเพียง 20% เท่านั้น และจะเหลือเพียง 1-10% เมื่ออายุ 80 ปี
นอกจากอายุแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ระดับของ NAD ในร่างกายลดน้อยลงคือ การได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอ รวมถึงภาวะอ้วน ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผู้ที่มีอาการในกลุ่มโรคอ้วนเรื้อรัง (Metabolic syndrome) ทั้งน้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันสะสมที่ตับสูง นั้น แทบทั้งหมดจะมีระดับ NAD ในร่างกายที่ต่ำกว่าปกติด้วย
NAD ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้อย่างไร
ดร. เดวิด เอ ซินแคลร์ นักวิทยาศาตร์ผู้เชียวชาญด้านการชะลอวัย ผู้แต่งหนังสือ LIFE SPAN (แก่ช้า อายุยืน) (https://www.prachachat.net/opinion-column-6/news-363612) ค้นพบว่า ระดับของ NAD ในร่างกาย จะส่งผลต่อการทำงานของโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Srituins (Silent Information Regulator) โดยที่ Srituins นั้นมีบทบาทในการควบคุมการแสดงออกของยีนส์ ช่วยควบคุมการสร้างดีเอ็นเอ ที่มีผลต่อกระบวนการแก่ของเซลล์ หาก Srituins ทำงานโดยปราศจากการควบคุมโดย NAD จะทำให้ร่างกายเสื่อมได้เร็วขึ้น
โดยพบว่าเมื่อ NAD ในร่างกายลดลงส่งผลให้ Srituins เปิดการทำงานที่ทำให้เซลล์ร่างกายเสื่อมมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากร่างกายมี NAD มากพอ ก็จะช่วยปิดการทำงานของ Sirtuins ที่ก่อความเสื่อแก่เซลล์ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ลงเช่นกัน
ในปี ค.ศ.2009 Elizabeth H. Blackburn, Carol W. Greider และ Jack W. Szostak 3 นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันได้รับรางวัลโนเบลทางการแพทย์ จากการค้นพบกลไกการป้องกันโครโมโซมไม่ให้ถูกทำลายด้วยโครงสร้างเทโลเมียร์ที่ปลายโครโมโซม และเอนไซม์เทโลเมอเรส (Telomerase) ที่เป็นเอนไซม์ที่ช่วยซ่อมแซมและชะลอความเสื่อมของเทโลเมียร์ได้
การที่ NAD มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงานของ Srituins นั้น ทำให้การสร้างเอนไซม์เทโลเมอเรส มีเสถียรภาพดีขึ้น ส่งผลให้ช่วยลดความเสียหายที่เกิดกับดีเอ็นเอ ช่วยลดความเสื่อมของเทโลเมียร์ และช่วยเพิ่มความยาวให้แก่เทโลเมียร์ได้ และพบว่าระดับ NAD ที่ลดลงจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความยาวของเทโลเมียร์ที่สั้นลงด้วย