0

หยุดพฤติกรรมเสี่ยง โรคกินไม่หยุด


2022-08-09 10:13:00

               หากคุณเป็นคนนึงที่ชอบกิน กินบ่อย กินจุกจิก กินตลอดเวลา ไม่หิวก็กิน จนถูกทักเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ไม่ควรปล่อยให้มันเป็นเรื่องปกติ เพราะคุณอาจเสี่ยงเป็นโรคกินไม่หยุด


โรคกินไม่หยุดคืออะไร?

               โรคกินไม่หยุด หรือ Binge Eating Disorder (BED) คือ อาการรับประทานอาหารปริมาณมากผิดปกติโดยที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ผู้ที่มีอาการโรคกินไม่หยุดนี้ มักมีการรับประทานอาหารปริมาณมากกว่าปกติแม้ไม่รู้สึกหิว และไม่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารของตนเองได้ เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยแต่จะพบได้มากในเพศหญิงช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป



สาเหตุของโรคกินไม่หยุด

               ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ แต่คาดว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคกินไม่หยุด เช่น

               1. เป็นโรคอ้วน โดยผู้ที่มีอาการของโรคกินไม่หยุดกว่าครึ่งหนึ่งมักมีโรคอ้วนเป็นโรคประจำตัว แต่อาการของโรคนี้ก็อาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้เช่นกัน

               2. จากการศึกษาพบว่าโรค BED จะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย แต่เพศชายก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดได้เช่นกัน

               3. มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

               4. ขาดความมั่นใจในรูปร่างและมีความพึงพอใจในรูปร่างของตนเองต่ำ

               5. เคยมีประวัติเสพติดการลดน้ำหนัก เครียดกับการลดน้ำหนัก หรือเคยล้มเหลวในการลดน้ำหนัก

               6. เคยผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ อย่างการสูญเสียครอบครัว เคยประสบอุบัติเหตุ หรือถูกทำร้าย

               7. คนในครอบครัวมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับโรคการกินผิดปกติ

               8. มีภาวะทางจิต อย่างภาวะซึมเศร้า โรคเครียด โรคไบโพลาร์ โรคกลัว (Phobias) และภาวะป่วยทางจิตหลังเหตุการณ์รุนแรง (Post-traumatic Stress Disorder)


อาการของโรคกินไม่หยุด

               1. รับประทานอาหารมากกว่าปกติ แม้ไม่หิว

               2. หยุดรับประทานไม่ได้แม้จะอิ่มแล้วก็ตาม

               3. รับประทานอาหารปริมาณมากๆ อย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่นาน

               4. อาจมีอาการข้างต้นตั้งแต่ 1-3 ครั้ง/สัปดาห์

               5. ผู้ป่วยมักรู้สึกผิด เศร้า โกรธ ละอายใจ รังเกียจ หรือโทษตนเองที่รับประทานมากเกินไป


ปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่อาจตามมา

               พฤติกรรมรับประทานอาหารทีละมาก ๆ โดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้ อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในหลาย ๆ ด้าน เช่น

               1. โรคความดันโลหิตสูง 

               2. โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง

               3. ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน 

               4. เบาหวานชนิดที่ 2 

               5. ภาวะทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล 

               6. ภาวะคอเลสเตอรอลสูง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

               7. ปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร มะ8. เร็งตับอ่อน มะเร็งต่อไทรอยด์

               9. อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ไข่ไม่ตก จึงทำให้ตั้งครรภ์ได้ยากขึ้นด้วย


โรคกินไม่หยุดแก้ยังไง

               1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

               ออกกำลังกาย ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ และไม่ปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสภาวะความเครียด

               2. การใช้ยา

               เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดมีจุดประสงค์เพื่อจัดการสมดุลภายในสมอง และลดโอกาสเกิดอาการของโรคกินไม่หยุด แต่ด้วยผลข้างเคียงจากการใช้ยาจึงต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

               3. การทำจิตบำบัด

               มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยเรียนรู้สาเหตุ และอาการของโรคเพื่อรับมืออาการและสามารถจัดการกับความคิดด้านลบต่อร่างกายของตนเองได้

               โรคกินไม่หยุดต้องใช้ความอดทนและความมีวินัยในการรักษา การได้รับกำลังใจและความเข้าใจจากคนรอบข้างจึงเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่จะทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จ


ปรับพฤติกรรมการกินด้วย L-Phenylalanine

               ฟีนิลอะลานีน คือกรดอะมิโนชนิดหนึ่งซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็น เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงต้องรับประทานเสริมเข้าไป ฟีนิลอะลานีน สามารถยับยั้งหรือลดความอยากอาหารได้โดยกระตุ้นการปลดปล่อยฮอร์โมน Cholescytokinin ออกมาส่งผลให้รู้สึกอิ่มและทานอาหารน้อยลง


ประโยชน์ของ L-Phenylalanine

               - ช่วยลดความอยากอาหาร

               - ช่วยทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ส่งผลทำให้น้ำหนักตัวลดลง

               - มีส่วนช่วยเพิ่มความจำ

               - ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า

               - ช่วยเพิ่มความตื่นตัว เพิ่มความกระฉับกระเฉง


               ฟีนิลอะลานีน ถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้คนส่วนมาก รับประทานวันละ 500 มิลลิกรัมต่อวันก็เพียงพอ และทานก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง


               นอกจากช่วยลดความอยากอาหารแล้ว ฟีนิลอะลานีนยังเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยส่งผ่านสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทและสมอง เมื่อเข้าสู่ร่างกายมันจะเปลี่ยนเป็นนอร์เอพิเนฟรินและโดพามีน ที่เป็นสารสื่อประสาทตื่นตัว ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มความตื่นตัวและความกระฉับกระเฉง


 


อ้างอิงข้อมูลจาก

1. https://www.pobpad.com/binge-eating-disorder

2. https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Binge-Eating-Disorder

3. https://www.sikarin.com/health/ทำความรู้จัก-โรคกินไม่


Copyright ® 2022 www.nowfoodsthailand.com